เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๘ ก.ค. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้เป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา เป็นวันชาติ ทางรัฐบาลเขาให้ประชาชนทำสาธารณประโยชน์เพื่อถวายแก่ในหลวง แต่คุณงามความดีนั้นตกแก่เราทั้งสิ้น เราเลือกไปวัดไปวาไง สร้างบุญสร้างกุศลให้เกิดความสามัคคีในสังคม ในตำบล ในหมู่บ้าน และในชาติของเรา

ถ้าประเทศชาติของเรา ศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมของผู้ที่ปกครองดูแล ดูแลไว้ทำไม

ก็ดูแลไว้ทำมาหากินนี่ไง

ดูประเทศรอบข้างเราสิ เรืออพยพ ถ้าเรือสำราญมันก็มีความสุขนะ เขาไปเที่ยวเรือสำราญ เรืออพยพไปฝ่าฟัน ไปผจญภัยเอาเอง

แต่ของเรา ผู้ปกครอง ผู้ปกครองเป็นศูนย์รวมน้ำใจของประชาชน ประชาชนสร้างคุณงามความดีๆ คุณงามความดีเพื่อตัวเราเองทั้งนั้นน่ะ

สังคมที่ดีงาม เราชอบสังคมอย่างนั้น เราชอบสังคมที่มีความสงบสุข เราไม่ชอบสังคมที่ขัดแย้ง ฉะนั้น เราถึงไม่เป็นต้นเหตุยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดการเศร้าหมอง เราทำคุณงามความดีของเราๆ ไง

ไปวัดไปวาๆ ไปทำบุญกุศลเพื่อหัวใจของตน ไปวัดไปวาเสียสละทานๆ ฝังดินไว้ๆ

ฝังดินไว้ หมายความว่า พระกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ของเราเวลาสิ้นกิเลส ทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ทำลายชาติ ภวาสวะ ภพชาตินั่นน่ะ นั่นน่ะคือต้นทุนของตน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ฝังดินไว้ๆ ก็ฝังไว้ในหัวใจดวงนั้น ถ้าฝังไว้ในหัวใจดวงนั้นไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาพระโพธิสัตว์ สร้างคุณงามความดี ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ฝังไว้ๆๆ ฝังไว้จนเป็นจริตเป็นนิสัย คิดเรื่องเลวทรามไม่ได้ คิดแต่เรื่องดีงาม คิดแต่เรื่องประโยชน์สาธารณะ เห็นไหม

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ตั้งแต่ตื่นนอนมาไม่เคยคิดเรื่องส่วนตัว คิดเรื่องความสงบสุขในประเทศชาติ คิดเรื่องความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชน คิดเรื่องความสามัคคีในวัดป่าบ้านตาด คิดเรื่องที่พระมีการฝึกหัดปฏิบัติ

เพราะตนไม่คิดผลประโยชน์ของตนเลย เพราะท่านทำลายภวาสวะ ท่านทำลายภพ ทำลายชาติ

แต่ของเรา เรายังแสวงหา ยังค้นหาไม่เจอ ค้นหาๆ โลกธาตุ ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ การภาวนาก็เพ้อเจ้อเพ้อฝันไปแต่อารมณ์ความรู้สึกของตน ไม่เข้าถึงภวาสวะ ไม่เข้าถึงภพ ไม่เข้าถึงจิตของคน จิตตภาวนาๆ หาจิตของตัวไม่พบ

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ใช่เห็นแก่ตัว

คนเห็นแก่ตัว ยุแยงตะแคงรั่ว หาจังหวะ หาโอกาสเพื่อผลประโยชน์ของตน

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ คือตนเห็นตัวตน เห็นตนคิดดีคิดชั่ว เห็นตนสงบสุข แล้วถ้าเห็นตน เห็นไหม ตนนั้นน่ะเป็นผู้ฝึกหัดใช้ปัญญา แล้วถ้าปัญญามันเกิดขึ้น ปัญญาในพระพุทธศาสนาไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่โลกียปัญญา ปัญญาแบบโลกๆ วิทยาศาสตร์แก้กิเลสไม่ได้

วิทยาศาสตร์ เห็นไหม เวลาว่า ไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์มันเป็นทฤษฎี เป็นการศึกษา การทำวิจัย เพื่อเราแสวงหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต เพื่อความสะดวก เพื่อความสบาย แล้วความสะดวกความสบายนั้น เห็นไหม น้ำไม่ไหล ไฟดับ อยู่กันไม่ได้แล้ว

แต่ถ้าน้ำไม่ไหล ไฟดับนะ ของเราอยู่สบาย เราอยู่ป่า เราใช้เทียน เราใช้แสวงสว่างจากธรรมชาติ เราไม่สนใจเลย

ครูบาอาจารย์ท่านให้พึ่งตนเองได้ ถ้าพึ่งตนเองได้ พึ่งตนเองได้ ไม่เบียดเบียนตน ถ้ามันไม่เบียดเบียนตน มันจะไปเบียดเบียนใคร

เราขาดแคลน เราไม่มีสิ่งใดเลย เราแสวงหานะ ชาวบ้านเดือดร้อน

ถ้าพระ ไม่ต้องการอะไรเลย

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง มาวัดๆ เอาหัวใจมา

เอาความรู้สึกอันนั้นมา สิ่งปัจจัยเครื่องอาศัยนั้นมันเป็นของที่รอง

มาวัดๆ เอาหลังมาหรือเปล่า ถ้าเอาหลังมา นอนตรงไหนก็ได้

ทำสิ่งใดก็ได้ ทำสิ่งใดนะ นั่นแหละมันเป็นการขีดจำกัดวงกิเลสไง กิเลสมันหน้าใหญ่ใจโต ไปไหนต้องมีคนต้อนรับ ไปไหนต้องมีคนพะเน้าพะนอ นั่นน่ะต้นเหตุแห่งความเสื่อม

หลวงตาพระมหาบัวไม่ให้ทำอย่างนั้น ออเซาะฉอเลาะ ใช้ไม่ได้

บอกกันด้วยจิตใจที่ดีงาม อันนี้ไม่ควรทำ อันนี้ควรทำ แล้วควรทำขึ้นมา พอทำแล้วๆ ขึ้นมา ทุกคนสงบสุข เกิดความสามัคคี เกิดความปรองดอง เกิดความรักขึ้นมา พอเกิดความสามัคคี เกิดความปรองดอง มันนั่งที่ไหนก็ได้

นั่งหลับตา มีแต่ความขัดแย้งๆ นั่งหลับตา หนังสติ๊กนะ วัดที่มีความขัดแย้งนะ ใครนั่งภาวนา ก้อนหิน หนังสติ๊ก ลูกแก้ว ยิงเข้าไปเลย ไม่มีใครทำ จับมือใครดมไม่ได้

นี่พูดถึงว่าถ้ามีความขัดแย้ง

แต่ที่มีความสามัคคีดีงามนะ มันมีความสามัคคีดีงาม มันวางใจ พอวางใจ นั่งที่ไหนก็ได้ หลับตาที่ไหนก็ได้ แล้วพอหลับตาแล้ว พอจิตมันส่งออกไปรู้ไปเห็นสิ่งใด ไปหาครูบาอาจารย์ของเรา

ครูบาอาจารย์บอก นั่นน่ะจิตส่งออก มันใช้ไม่ได้

จิตส่งออก เหมือนกับเรานี่ ความคิดมันก็ส่งออก ธรรมชาติของความคิดมันส่งออกอยู่แล้ว แล้วถ้ามีสติปัญญา เรารั้งมันไว้ รั้งมันไว้ด้วยอะไร

รั้งมันไว้ด้วยสติไง เวลาเรานั่งสมาธิภาวนามีสติสัมปชัญญะไง พอมันรู้สิ่งใด ไม่ใช่ ดึงกลับ ดึงกลับคือว่าสามัญสำนึกมันจะดึงกลับของมันได้

แต่ของเรา เวลาเรานั่งไปแล้วนะ ไปรู้ไปเห็นอะไร กิเลสมันยุมันแหย่ไง โอ๋ย! เรากำลังจะบรรลุธรรมนะ

กำลังเตลิดเปิงนะ แล้วพอนั่งไปแล้ว โรงพยาบาลศรีธัญญาไง บรรลุธรรมตามสี่แยกไง เก็บดอกไม้ เก็บขยะอยู่ตามสี่แยกนั่นไง

แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราไม่เป็นแบบนั้น มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบในหัวใจของตน เห็นไหม

ถ้าสังคมสามัคคีดีงาม รักใคร่ชอบพอกัน การทำมาหากินของเราสะดวกสบาย ถึงถ้ามันจะขาดตกบกพร่องไป มันก็เป็นเวรกรรมของสัตว์ แต่ถ้าเรามีคุณงามความดีของเรานะ สังคมนั้นร่มเย็นเป็นสุข

ฝึกหัดภาวนา ถ้ากิเลสไม่ยุไม่แหย่ ไม่คอยกระซิบกระซาบนะ เราอย่าไปเชื่อมัน

ฉะนั้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าเชื่อความเห็นของตน อย่าเชื่อเรา อย่าเพิ่งเชื่อ ตั้งสติไว้ มันเป็นอย่างนี้หรือ

ใช่ เวลาฝึกหัดปฏิบัตินะ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนามันแสนทุกข์แสนยาก แสนทุกข์แสนยาก

เราเห็นเขาเดิน เราก็เดินได้

ไอ้เดินนี้มันไปเดินตามกิเลส เดินตามกิเลสที่มันยุมันแยงตะแคงรั่ว มันจะให้ไปแสวงหาผลประโยชน์ของมัน เวลาเดินจงกรม เรามีสติควบคุมมันน่ะ มันไม่ยอม

ก่อนทำเห็นว่าอะไรก็ทำได้ๆๆ ทั้งนั้นน่ะ

หลวงปู่ฝั้นท่านพูดไง “งานทุกอย่างทำได้ทั้งนั้น นั่งเฉยๆ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ทำไม่ได้”

ผู้ที่มีอำนาจวาสนานะ บริหารจัดการอะไรได้ทั้งหมดล่ะ นั่งสมาธิไม่ได้ มันเดือดมันร้อน แต่ถ้าให้มันฟุ้งซ่าน ให้มันบริหารจัดการ เออ! เก่ง อันนี้ใช้ได้ เก่งเลย แต่นั่งสมาธิไม่ได้ เดินจงกรมก็ไม่ได้

การเดินจงกรม การนั่งสมาธิของทางโลกๆ เขา เขาเดินเพื่อความชื่นชมให้คนอื่นบูชา ไอ้ของเรานะ สติสัมปชัญญะของเรามันพิจารณาของมันเอง ถูกหรือผิด

สัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมันก็เป็นทิฏฐิอันหนึ่ง แต่เป็นมิจฉาที่เราไม่รู้สึกตัวเลย แล้วถ้ามันหลงระเริงไป มันไปกว้าน ไปยึดมั่นสิ่งใดมา

แล้วมาพิจารณาดูสิ มันสุขหรือมันทุกข์ มันดีหรือมันชั่ว มันสงบหรือมันไม่สงบ

รู้ แต่จะเอาอย่างนี้ เพราะทำเกือบตายยังไม่ได้เลย ได้แค่นี้ก็นึกว่ายอดเยี่ยมแล้ว

แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีสติมีปัญญานะ เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ทำคุณงามความดีของเรา

สังคมสามัคคี มีสิ่งดีงาม สังคมร่มเย็นเป็นสุข ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของตน กิเลสกับธรรมมันต่อสู้กัน

กิเลส กิเลสคือตัณหาความทะยานอยาก คือความเคยตัว คือความเคยชิน คือความเห็นแก่ตัว

ธรรม มีสติปัญญายับยั้งทั้งนั้นน่ะ ยับยั้งแล้ว ผลของมัน มันเป็นความสุขของมัน

เวลาทำความสงบๆ ความสงบคือปกติสุข สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ทำหน้าที่การงานทั้งหลายแล้วเราจะพักผ่อนนอนหลับ การพักผ่อนนอนหลับนั้นน่ะ เป็นการพักผ่อนนอนหลับที่มีความปกติสุขของตน แล้วจะฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาจะเกิดเองไม่ได้ ปัญญาที่เกิดเองๆ เกิดจากกิเลสทั้งสิ้น เกิดจากกิเลสเพราะอะไร เพราะเกิดจากอวิชชา เพราะความไม่รู้

แต่ถ้าปัญญาที่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ลากมันออกมา ลากหัวใจออกมา ออกมาว่ามึงทำงาน หัดทำงานซะบ้าง หัดพิจารณา

มันไม่ทำหรอก เพราะมันปกติสุข มันสงบของมัน ติดสมาธิไง แล้วก็ว่า อ๋อ! นิพพานเป็นเช่นนั้นเอง นิพพาน

ไม่ใช่

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมัน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน เกิดขึ้นที่จิต จักขุญาณ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากสมอง ไม่ใช่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ ไม่ใช่เกิดจากชีวิตประจำวันของเรา การเกิดแบบชีวิตประจำวันของเรา ผลของวัฏฏะ ผลของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

จักขุญาณในพระพุทธศาสนา เกิดจากจิต

ถ้าจิตมันรู้ นั่นน่ะจากการฝึกหัดใช้ปัญญา ลากมันออกมาๆ

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ไม่ได้ ไม่มี ไม่รู้ ไม่เห็น มีอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่รู้ที่เห็น

เวลามันเกิดขึ้น ลากมันออกมา ลากหัวใจออกมา

ไอ้นี่ไม่ใช่ สงบก็ทำให้สงบไม่ได้ แล้วไม่ต้องลากหรอก มันฟุ้งซ่าน ไอ้นั่นมันฟุ้งซ่าน ไม่ใช่ปัญญา มันเป็นโลกียะ มันเป็นเรื่องสัญชาตญาณของมนุษย์

แต่ภาวนามยปัญญาเกิดจากจิต เกิดจากจิตในพระพุทธศาสนา พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะคือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ภวาสวะ ภพของใคร

ประเทศชาติ เรามีศูนย์รวมน้ำใจของชาติ

เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา พุทโธ จุดศูนย์กลาง จุดที่มันจะเกิดความคิด ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ความรู้สึก

ผู้รู้ไม่เห็น ผู้รู้ไม่รู้ รู้แต่อารมณ์ รู้สิ่งผลกระทบ รู้แต่กิเลสเอามาหลอก แล้วเราก็วิ่งเต้นตามกิเลสมันไปไง

เวลาฝึกหัดปฏิบัตินะ ไม่เอาๆๆ มันไม่เอาสังคมของวัฏฏะ ไม่เอาสิ่งที่ผลมากระทบ

เอาหัวใจของตัว

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนๆ

ไม่รู้จักตน ทำสมาธิไม่เป็น

ถ้าทำสมาธิเป็นนะ ฟังอย่างนี้จะเข้าใจ แล้วเวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดแล้วกี่ภพกี่ชาติ แล้วเกิดมาจนมานั่งกันอยู่นี่ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ เรามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นประชาชนชาวไทย เราก็มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วศาสนาใดนับถือสิ่งใด มันเวรกรรมของสัตว์

ของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราภูมิใจปู่ย่าตายายของเราเลือกนับถือพระพุทธศาสนา เรามาเกิดในประเทศไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วเราพยายามหาพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พุทธะคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวเป็นๆ กลางหัวอกนี้ อยู่ท่ามกลางหัวอกของเรา ถ้าเราฟื้นฟูหัวอกของเราขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนรู้ตนเห็นขึ้นมา ตนจะมหัศจรรย์ในหัวใจของตน

เขาไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ไปซาบซึ้งในพระพุทธศาสนาไง พระพุทธเจ้ามีอยู่จริง เกิด ตรัสรู้ ปรินิพพาน

ภาคปริยัติคือการศึกษา การค้นคว้าขึ้นมาให้เกิดมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา

ของเรา เราเป็นลูกศิษย์กรรมฐาน กรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ออฟฟิศที่ทำงานคือหัวใจของตน แล้วหาฐานที่ตั้งแห่งการของตน แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราให้เกิดความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เวลาเกิดความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน มันจะเกิดความมหัศจรรย์ สมกับการที่ว่าเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์

เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไปวัดไปวาทำบุญกุศล เห็นไหม วันเฉลิมพระชมม์พรรษา ทำสาธารณประโยชน์เพื่อถวายองค์ในหลวง เราทำคุณงามประโยชน์เพื่อถวายองค์ในหลวง แล้วเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จะถวายในหลวงด้วยหัวใจของตน

แล้วถ้ามันเป็นพุทธะ มันเป็นนามธรรม มันอยู่ที่กลางหัวอก จะถวายใคร

ก็ถวายตัวเองไง ก็ตัวเองจะมหัศจรรย์ถึงชีวิต

คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ทำหน้าที่การงานขึ้นมาก็เลี้ยงร่างกายนี้เพื่อดำรงชีวิตนี้ไว้ ดำรงชีวิตนี้ไว้เป็นวัตถุธาตุ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุรู้

ธาตุรู้ รู้กลางหัวอก ถ้าเรารู้ธาตุรู้ของเรา

นักวิทยาศาสตร์เขาค้นคว้าทำวิจัยของเขาไง เราจะทำวิจัย หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ฝึกหัดใช้ปัญญาเกิดขึ้นมา เกิดธรรมจักร เกิดภาวนามยปัญญานะ บุคคล ๔ คู่ เวลามันเคลื่อน มหัศจรรย์ในหัวใจของตน มันจะฝังใจของตน

ทำขึ้นมาให้เกิดขึ้นมาเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไม่ถามใครเลย ยืนยันกับอาจารย์ของตัว ถ้าอาจารย์ของตัวพูดแล้วไม่รู้เรื่อง แสดงว่าอาจารย์ของตัวภาวนาไม่เป็น

ถ้าภาวนาเป็นนะ ครูบาอาจารย์แสวงหาสิ่งนี้

ท่านบอกว่า นี่มันมีแวว ถ้ามันมีแวว คุ้มครองดูแลให้พาดกระแส คือเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ ถ้าพาดกระแสแล้วไว้วางใจได้ เขาต้องถึงที่สุดแห่งทุกข์ของเขาแน่นอนในอนาคตกาลที่เขาทำของเขา เอวัง